วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Pepsi's History




นาย คาเลบ แบรดแฮม ซึ่งเป็นเภสัชกรจากเมือง นิวเบิร์น รัฐ แคโลไรนา ได้เปลี่ยนชื่อ "แบรด ดริงค์" ที่เขาได้คิดค้นปรุงขึ้นเพื่อลูกค้าในร้านขายยาของเขา ไปเป็นชื่อ ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้คือ "เป๊ปซี่ - โคคาโคล่า" ในวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1898

เพื่อที่จะดำรงตำรับความเป็นเครื่องดื่มที่ผสมขึ้นโดยเภสัชชกร แบรดแฮมจึงทำการโฆษณาเครื่องดื่มของเขา อย่างค่อนข้างจะเกินจริงหน่อยๆว่า "สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร" ในปี 1903 และได้ตั้งโรงงานบรรจุขวด เป๊ปซี่-โคล่าสาขาแรก ขึ้นที่เมืองชาร์ล็อตและเดอร์แฮม รัฐ นอร์ธ แคร์โลไลนาอีสองปีต่อมาในปี 1905

และใน ค.ศ. 1909 เป๊ปซี่ได้ดึงตัวนักแข่งรถระดับแถวหน้า บาร์นี่ โอล์ฟิลด์ ซึ่งถือเป็นพรีเซนเตอร์ผู้มีชื่อเสียงคนแรกของเป๊ปซี่ มาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาเป๊ปซี่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ว่า"เครื่องดื่มชั้นยอด...เติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เป็นเครื่องบำรุงกำลังสำหรับเารแข่งขันประลองความเร็ว"

และได้เริ่มมีการใช้แนวคิดที่ว่า "รสชาติดีเยี่ยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ" ซึ่งแนวคิดนี้ยังคงใช้ต่อกันมานานถึง 2 ทศวรรษ

ต่อมา ปี 1941 เพื่อเป็นการสนับสนุนกาองทัพอเมริกา เป๊ปซี่จึงเปลี่ยนสีของฝาขวดเป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน และร้านค้าเป๊ปซี่ในไทม์ แสควร์ นิวยอร์ค ได้เปิดกิจการตลอดช่วงระยะเวาลที่เกิดสงคราม ทำให้ครอบครัวกว่า 1 ล้านครอบครัวสามารถบันทึกข้อความสำหรับฝ่ายบริการของกองทัพที่อยู่โพ้นทะเลได้

พอถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ใปี1946 เกิดวิกฤติน้ำตาลขึ้นอีกครั้ง และเพื่อเป็นการแกวิกฤติครั้งนี้ เป๊ปซี่จึงซื้อกิจการปลูกอ้อยน้ำตาลในคิวบา ซึ่งถือว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของเป็ปซี่คุ้มค่ามาทีเดียว เนื่องสามารถทำกำไรได้มากเพราะน้ำตาลก็ปลูกเอง ไม่ต้องไปซื้อเอาที่ไหน จึงเข้าภาษิตที่ว่า เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน

บัดนี้ ปี1947 เป๊ปซี่มีผลกำรนานาชาติสูงถึง 6,769,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้น เป๊ปซี่ก็เริ่มรุกตลาดเข้าไปใน ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลาง หลังจากได้ตีตลาด แถบละติน อเมริกาแล้ว

ปี 1950เป๊ปซี่ได้ใช้สโลแกนที่ว่า"สองเท่าในราคา 5 เซ็นต์ก็เหมือนกับได้มากกว่า 1 ออนซ์ ส่งมให้เป๊ปซี่มีทศวรรษที่เต็มไปด้วยพละกำลัง เมื่อผู้บริโภคต่างก็คิดว่า เหมาโหลถูกกว่าอยู่แล้ว

แต่ว่ากลยุทธ์นี้ก็ต้องชะงักเมื่อชาวอเมริกันเริ่มหันมาตระหนักถึงเรื่องน้ำหนักตัว เป๊ปซี่จึงตอบสนองโจทย์ผู้บริโกคเกี่ยวกับเรื่องแคลอรี่ต่ำด้วยแคมเปญ "ความสดชื่นแบบแบาๆ"ในปี 1953

เป๊ปซี่ได้รับการขนานนามว่า the kitchen cola เนื่องมาจากที่เป๊ปซี่ครองตำแหน่ง ยี่ห้อที่ราคาไม่แพงเป็นเวาลานาน ในขณะเดียวกันเป๊ปซี่ก็ได้เจาะกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาวที่ทันสมัยด้วยแนวคิด "อยากเข้าได้กับกลุ่มดื่มเป๊ปซี่ซิ" และใช้ขวดเกลียว เข้ามาแทนที่ขวดแบนเรียบแบบเก่าในปี 1958

ในปี 1963 ซึ่งเป็นหนึ่งในช่วงการศึกษาสถิติประชากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ยุคเบบี้ บูมเมอร์ในช่วงหลังสงครามเป็นปรากฎการณ์ทางด้านสังคมและด้านการตลาดอันหนึ่ง เป๊ปซี่มองเห็นถึงช่องทางของความเปลี่ยนแปลงนั้น จึงกำหนดตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ - เป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น โฆษณา "Come alive! You're in the pepsi Generation" ได้สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการโฆษณา เป็นครั้งแรกที่ ด้วยการกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่อยู่ที่ลักษณะวิถีชีวิตของผู้บริโภคแทนปีถัดไปเป๊ปซี่ก็ได้ถือฤกษ์คลอด Diet PEpsi ขึ้นมา

เริ่มมีการรุกตลาดอื่นนอกเหนือไปจากตลาดเครื่องดื่ม ฟริโต-เลย์ ของ ดัลลัส, เท็กซัส และ เป๊ปซี่-โคล่า มารวมกัน กลายเป็น บริษัท เป๊ปซี่ (Pepsi Co, Inc.)
ประสบความสำเร็จกับการออกกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ การกระจายสินค้าอย่าเต็มรูปแบบเริ่มขึ้น เมาเท่น ดิว เริ่มออกสู่ตลาดด้วยแคมเปญ "Ya-Hoo Mountain Dew… It's tickle your innards"
"Girlwatchers" แคมเปญอิสระชิ้นแรกของไดเอทเป๊ปซี่ มุ่งเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ทางด้านความสวยงามที่ได้จากการดื่มโคล่าแคลอรี่ต่ำ เพลงโฆษณา "Girlwatchers" ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งใน 40 จากนั้นโฆษณาของ เมาเท่น ดิว ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาในปี 1964 ก็ตามมา โดยออกอากาศเป็นครั้งแรก กับสโลแกนที่ติดหูในทันทีที่ว่า "Ya-hoo, Mountain Dew"

ใน ค.ศ. 1999 ถือว่าเป็นปีที่เป๊ปซี่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน เริ่มต้นที่ เป๊ปซี่และลูคัสฟิล์มร่วมมือกันในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง "Star Wars: Episode I – The Phantom Menace" สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคที่รอชมมานาน ด้วยกระป๋องเป๊ปซี่และขวดที่มีรูปของตัวละครในเรื่องสตาร์วอร์สทั้งหมด 24 แบบ และยังมีกระป๋องทอง "โยดา" อีกด้วย

และต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้เป๊ปซี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ ที่แสดงความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Pepsi Globe บนพื้นสีน้ำเงิน
เป๊ปซี่เฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตขวดเป๊ปซี่-โคล่าทั่วโลกมาร่วมงาน รวมทั้งดาราดังของเป๊ปซี่ เช่น เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), Kool and the Gang และ เดอะ โรลลิ่ง สโตน
รวมทั้ง ประธานาธิบดีบุชและนางบุช นางแธ็ตเชอร์ และวอลเตอร์ ครอนไคท์ (Walter Cronkite) ยังได้ช่วยกล่าวรำลึกถึงโอกาสที่ Pepsi's legacy ได้รับการยกย่องให้เกียรติ และมีการเผยภาพลักษณ์ใหม่สำหรับสหัสวรรษใหม่ โลโก้ที่เป็นสามมิติบนพื้นสีน้ำเงิน ได้กลายมากเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเป๊ปซี่ ซึ่งได้รับการปรับให้พร้อมสำหรับนวัตกรรม และความเป็นผู้นำของโลก ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้

คริศตศักราช 2001 ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป บริทนีย์ สเปียร์ส ปรากฎตัวในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเป๊ปซี่เป็นครั้งแรกในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ สปอตโฆษณาที่โด่งดังชิ้นนั้น ก็ได้เผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งแฟนๆ กว่า 2 ล้านคน คลิกเข้าไปชมโฆษณาชิ้นนี้ของเธอ ซึ่งมีชื่อชุดว่า "the Joy of Pepsi"

เว็บไซต์ PepsiStuff.com เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมแต้ม เพื่อนำมาแลกของรางวัลสุดพิเศษจากเป๊ปซี่กว่าครึ่งล้าน และนั่นก็เป็นโปรโมชั่นออนไลน์ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเป๊ปซี่
ชากีร่า นักร้องสาวชาวโคลัมเบียผู้กำลังมาแรง เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของเป๊ปซี่ พร้อมๆ กับตอนที่อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกของเธอฮิตระเบิดในอเมริกา ในขณะเดียวกัน เป๊ปซี่ได้ตกลงเป็นผู้สนับสนุนการทัวร์คอนเสิร์ต เพลงป๊อปสไตล์ละตินของเธอไปทั่วโลก

เป๊ปซี่ เผยโฉมโรงงาน FunWraps ให้ผู้บริโภคสามารถออกแบบกระป๋องเป๊ปซี่ได้เองด้วยดีไซน์สนุกๆ และข้อความส่วนตัว และจากการที่มีกีฬา ความบันเทิง และวันหยุดหลากหลายให้เลือก ผู้ดื่มเป๊ปซี่จึงออกแบบฉลากของเขาเองสำหรับโอกาสใดๆ ก็ได้ตามต้องการ

เป๊ปซี่ใช้สโลแกน "a little twist on a great thing" แนะนำเครื่องดื่มรสมะนาว "Pepsi Twist" และ "Diet Pepsi Twist" นับเป็นการกลับมาของโคล่า รสมะนาวของเป๊ปซี่ ซึ่งจำหน่าย Pepsi Light จนกระทั่งถึงตอนกลางของทศวรรษ 80

เป๊ปซี่่รสชาติต่างๆ



เป๊ปซี่ original


เป๊ปซี่ ไดเอท
เป๊ปซี่วานิลลาเป๊ปซี่ ไม่มี คาเฟอีนเป๊ปซี่ บลู


เป๊ปซี่ ลาเต้

เป๊ปซี่ ทวิสต์

เป็ปซี่ เชอร์รี่

เป็ปซี่ แม็กซ์

เป๊ปซี่ กรีน

Pepsi's Marketing Strategy

กลยุทธ์ด้านการตลาด

เป๊ปซี่เผยแคมเปญใหญ่ สะท้อนการเปลี่ยนแปลง ความหวัง และพลังคิดบวก


เป๊ปซี่เปลี่ยนเอเยนซีโฆษณา มอบหมายทีบีดับบลิวเอฯ ทำแคมเปญใหญ่ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวต้นปีหน้าในศึกซูเปอร์โบว์ล ผู้บริหารเผยต้องการฉายภาพพลังคิดบวกของคนหนุ่มสาว เพิ่มความสดใหม่ให้กับแบรนด์ พร้อมโลโกและแพ็กเกจใหม่

แอดเวอร์ไทซิ่งเอจ รายงานว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคซึ่งจัดทำโดยบริษัท เป๊ปซี่โคฯ ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำอัดลมและบริษัทวิจัย สแตรททิจีวันฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคในกลุ่มวัยที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1980-1990 (พ.ศ. 2523-2533) หรือที่เรียกว่า กลุ่มมิลเลนเนียลส์ (Millennials) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับอนาคตเป็นพิเศษ โดย 95% ให้ความเห็นว่าการรักษามุมมองชีวิตในแง่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และผลสำรวจดังกล่าวก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อแคมเปญการตลาดของเป๊ปซี่ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้



ข่าวระบุว่า เป๊ปซี่กำลังเตรียมการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ครั้งนี้ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์เป๊ปซี่ ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่และการปรับเปลี่ยนโลโกรูปโลกกลมๆ ให้ดูเหมือนโลกที่กำลังยิ้ม ทั้งนี้โลโกใหม่จะเป็นการปรับเปลี่ยนโลโกครั้งที่ 11 ในรอบ 110 ปีของกำเนิดผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่


เนื้อหาของแคมเปญยังจะสะท้อนมุมมองของคนในกลุ่มวัยมิลเลนเนียลส์ที่มองโลกในเชิงบวก และประเด็นสำคัญๆ ในความสนใจของสังคมปัจจุบัน เช่น ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ แม้กระทั่งประเด็นเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนในปัจจุบัน


เดฟ เบอร์วิค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของเป๊ปซี่เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตลอดมาเป๊ปซี่ก็สื่อถึงพลังของความหนุ่มสาวและการมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นบริษัทจึงยินดีกับผลการสำรวจที่ช่วยยืนยันว่า หัวใจที่เปี่ยมพลังเชิงบวกของสังคมคนหนุ่มสาวนั้น ไม่เพียงมีอยู่อย่างมั่นคงแต่ยังเติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแคมเปญใหม่ของเป๊ปซี่ที่จะสะท้อนพลังเชิงบวกนั้นออกมาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งในตัวผลิตภัณฑ์และในงานโฆษณา




ส่วนบริษัทเอเยนซีที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการผลิตโฆษณาใหม่ชุดนี้ ได้แก่บริษัท ทีบีดับบลิวเอ/เชี๊ยต/เดย์ ซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญาเข้ารับงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาแทนที่บริษัทโฆษณา บีบีดีโอ เวิลด์ไวด์ ซึ่งดูแลงานโฆษณาให้แก่เป๊ปซี่มาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี ทั้งนี้ ในปีที่แล้ว เป๊ปซี่ใช้งบเพื่อการโฆษณาเป็นเงินถึง 162 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 5,500 ล้านบาท


http://pepsi.com/





*************************************************************


Global Branding กับ Pepsi


Ron Coughlin, Senior Vice President Beverage Marketing Pepsi Co International ก็เข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์การทำตลาดของเป๊ปซี่ในตลาดโลกเช่นกัน ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดนักเพราะที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำดำรายนี้เคยประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นที่อาร์เจนตินาร์ และบราซิล เมื่อปี 1996 และมีผลทำให้เงินของเป๊ปซี่หายไปถึงหนึ่งส่วนสามจากรายได้ทั้งหมด และนี่คือที่มาที่เป๊ปซี่ต้องกลับมาวางแผน
การตลาดของตัวเองเสียใหม่

Ron กล่าวว่าเป๊ปซี่มีวิธีในการสร้างแบรนด์ตามแบบฉบับของเป๊ปซี่อยู่ 6 ประการด้วยกัน คือ

1. The Basic Ingredients คือ เข้าใจในเรื่องของรสชาติ ความเข้มข้น และคุณค่าเดิมของเป๊ปซี่

2. Have the right utensils มีการทำงานเป็นทีมที่ดี โดยคนที่ทำงานต้องเข้าใจถึงตัวแบรนด์ และ Positioning ของเป๊ปซี่

3. Know who you are cooking for ซึ่งหมายถึงลูกค้านั่นเอง โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของเป๊ปซี่ก็คือกลุ่ม Teens เป๊ปซี่ต้องเข้าใจถึงบุคลิก และความคิดของผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่น และนี่ก็เป็นที่มาของแคมเปญที่เป๊ปซี่เคยออกในทศวรรษที่ 90 “Ask for More Campaign” ซึ่งได้รับความสำเร็จมาก นอกจากนี้ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเป๊ปซี่ยังออกโฆษณาที่ใช้กลุ่มวัยรุ่นหรือ Celeb ที่วัยรุ่นชื่นชอบเป็นตัว Present สินค้าทั้งสิ้น

4. Catering for local taste โจทย์หนึ่งที่เป๊ปซี่ในฐานะโกบอลแบรนด์ต้องคิดต่อ คือ ทำอย่างไรให้สามารถกลมกลืนไปกับประเทศต่างๆ ที่เป๊ปซี่ไปทำตลาดได้ เช่น การออกโฆษณาที่ใช้ Celeb ระดับอินเตอร์กับ Celeb ของประเทศนั้นๆ แสดงร่วมกันในหนังโฆษณา เช่น ที่ประเทศอินเดีย, จีน และไทย

5. Blast your taste buds นอกจากการสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละประเทศแล้ว เป๊ปซี่ยังต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และสามารถเข้าถึงการรับรู้ของผู้บริโภคได้ง่าย ปัจจุบันเป็ปซี่พยายามทำ
การตลาดแบบ 3 D Marketing คือ การเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อทุกรูปแบบ เช่น โทรศัพท์มือถือ, อินเทอร์เน็ต, SMS, เว็บไซต์ และทีวี

6. Mix it with innovation คือการเพิ่ม innovation ใหม่ๆ เข้าไปในสินค้า เช่น การทำ packaging ให้เหมาะกับ Life Style ของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม


“นัก
การตลาดในอนาคต (Marketeer of the future) ต้องมีความเชี่ยวชาญได้ทั้ง 3 ด้าน คือ เป็นทั้งนักประวัติศาสตร์ในการเข้าใจความเป็นมา และจุดแข็งในแบรนด์ของตน เป็นนักสังคมที่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของผู้บริโภคในแต่ละท้องที่ และท้ายสุดคือ เป็นนักสื่อสารมวลชนเพื่อทำการตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และเป็นประโยชน์มากที่สุด”

Ron Coughlin,Pepsi Co International

http://www.marketeer.co.th/




Pepsi's Advertising Strategy

Print Ads





TVC

Nescafe's History




เนสกาแฟ จัดเป็น flagship coffee brand และเป็น 1 ในแบรนด์ที่ทำรายได้ให้กับเนสท์เล่ (ไทย) มากที่สุด ด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 80% กอปรกับเครื่องดื่มสุขภาพยังมาแรง ทำให้ “เนสกาฟ เรดคัพ” ลุกขึ้นมาปรับโฉมการสื่อสารใหม่ให้ดูปราดเปรียวยิ่งขึ้น ด้วยแคมเปญ “ปลุกคุณให้ตื่นเต็มตา พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส” จับจองพื้นที่ตอนเช้าให้เนสกาแฟ เรดคัพ เป็น top of mind ของผู้บริโภค กระตุ้นให้คนรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงานสนใจที่จะดื่มกาแฟเป็นแก้วแรกของวันมากกว่าจะดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่น

เทรเวอร์ เครตัน กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เชื่อว่า กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย เนื่องจากการสำรวจความนิยมในการดื่มกาแฟพบว่า มีผู้บริโภคนิยมดื่มกาแฟสำเร็จรูปเป็นประจำเพิ่มขึ้นเป็น 51% จากเดิม 46% ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ในปี 2549 เฉพาะแคมเปญนี้มากกว่า 100 ล้านบาท ในการสื่อสารการตลาด 360 องศา และการจัดกิจกรรมคาราวาน โดยการ wrap รถป๊อปเป็นสีแดงทั้งคันด้วยโลโก้เนสกาแฟ เรดคัพ ตระเวนไปสร้างสีสันกลางเมือง บริเวณราชประสงค์ สาทร สีลม อโศก และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงจังหวัดใหญ่ๆ ก็เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมแจกสินค้าตัวอย่างกว่า 500,000 ชิ้น

ปี 2549 นี้เนสกาแฟตั้งเป้าโต 10-15 % ขณะที่ปัจจุบันอัตราการบริโภคกาแฟของคนไทยมีเพียง 140 แก้ว/คน/ปี ส่วนประเทศที่ตลาดกาแฟ matual แล้วอย่างญี่ปุ่น และในแถบยุโรปมีอัตราการบริโภคมากกว่า คนละ 1 แก้ว/วัน

1. มูลค่าตลาดรวมกาแฟในไทย 35,000 ล้านบาท กาแฟสำเร็จรูป 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็น - กาแฟผงสำเร็จรูป 6,500 ล้านบาท - กาแฟ 3 in 1 5,500 ล้านบาท

2. ส่วนแบ่งตลาดกาแฟสำเร็จรูป ปี 2548 - เนสกาแฟ 80% - อื่นๆ (มอคโคน่า เขาช่อง ฯลฯ) 20%



http://www.positioningmag.com/




เมื่อปี1930ได้มีรัฐบาลของบราซิลมาท้าทายเนสท์เล่ให้สรรค์สร้างกาแฟที่สามารถชงดื่มได้ง่ายๆเพียงแค่เติมน้ำร้อนและยังคงรสและกลิ่นของกาแฟอย่างครบถ้วน

หลังจาก7ปีของการวิจัยและพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟซึ่งก็คือ Max Morgenthaler และทีมวิจัยของเขาเนสกาแฟจึงได้ออกมาเผยแพร่สู่ชาวโลกในในวันที่1เดือนเมษายน ปี 1938

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่2เนสกาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำกองทัพของสหรัฐอเมริกาและในปี1950เนสกาแฟยังกลายเป็นเครื่องดื่มที่ฮิตที่สุดของหนุ่มสาวยุคร็อคแอนด์โรลอีกทั้งยังได้ให้กำเนิดcoffee barเป็นครั้งแรกอีกด้วย

ทุกวันนี้เนสกาแฟได้เป็นกาแฟที่ชื่นชอบมากที่สุดโดยในประเทศอังกฤษได้ชงดื่มกันเป็นจำนวนถึง15,000ถ้วยต่อนาที(ข้อมูลเมื่อ24มีนาคม 2007)


Nescafe's Marketing Strategy

ด้านการตลาด

บริษัท เนทส์เล่ โปรดักส์ ไทยแลนด์ อิงค์ ผู้ผลิตสินค้าอาหารนม เครื่องดื่มผสมช็อกโกแลต ซีเรียล และไอศกรีมรายใหญ่ของโลกจากสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเจ้าตลาดกาแฟสำเร็จรูปและครีมเทียมที่แข็งแกร่ง Nescafe มีส่วนแบ่งในตลาดกาแฟสำเร็จรูปถึง 80 % ของมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท ในการวางตลาด Nescafe พร้อมดื่มนั้น เนสท์เล่ ได้ร่วมทุนกับ ประยุทธ มหากิจศิริ ตั้งโรงงานผลิตชื่อ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด และได้มอบหมายให้บริษัท ไทยน้ำทิพย์ และหาดทิพย์ เป็นผู้วางตลาดสินค้า ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของ Nescafe คือกลุ่มคนทำงานออฟฟิส ซึ่งคุ้นเคยกับกาแฟผงของเนสกาแฟ แต่ปีที่ผ่านมาพยายามเข้าไปเจาะกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น ด้วยการทำแคมเปญ Nescafe เชค อย่างไรก็ดีกลุ่มผู้ดื่ม Nescafe กระป๋องส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มคนทั่วไป หรือที่เรียกว่า กลุ่มบูลคอลลาร์Nescafe ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในเครือ Nestle นั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำในตลาดกาแฟ และได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จนกาลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ซึ่งตลาดมา Nescafe ได้มีการรุกตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการออกผลิตภัณฑ์กาแฟชนิดใหม่ๆเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคกาแฟที่หลากหลาย



มีการจัดกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงเวลาปกติ และช่วงเวลาพิเศษ อาทิเช่น ช่วงวันวาเลนไทน์ Nescafe ได้จัดกิจกรรมNescafe Perfect Cup Perfect Harmony ให้ผู้บริโภคได้เข้าร่วมทำกิจกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอกย้ำในตราสินค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตลอดจนสร้างความภัคดีในตราสินค้าให้กับผู้บริโภคอีกด้วย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่ Nescafe จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำในความเป็นหนึ่งของผู้นำผลิตภัณฑ์กาแฟอีกด้วย ในปัจจุบัน Nestle ได้ทำการตอกย้ำแบรนด์ผู้นำอันดับหนึ่งระดับโลกและในประเทศไทย โดยประกาศบุกตลาดกาแฟพร้อมดื่มกว่า8,000 ล้านบาท ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ดึงผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “Nescafe” บุกตลาดกาแฟพร้อมดื่มอย่างเต็มตัว ด้วยทีมงานการตลาดและทีมงานขายที่มีประสบการณ์ จัดจำหน่ายและดำเนินการด้านการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การบริหารงานของบริษัท Nestle ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำอันดับ 1 ด้านผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร ซึ่งแผนการดำเนินงานที่สำคัญคือ ได้มีการปรับเปลี่ยนระบบด้านการจัดจำหน่ายและการตลาดของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่มภายใต้ชื่อ Nescafe ซึ่งทาง Nestle จะทำการดำเนินงานบริหารจัดการทั้งการจัดจำหน่าย และการตลาดโดยตัวเอง ซึ่งแต่เดิมหน้าที่นี้ได้มอบให้บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัดและ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด มหาชน เป็นผู้จัดจำหน่าย และมี บริษัท เบฟเวอเรจพาร์ตเนอร์ส เวิลด์วาย (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินการด้านการตลาด เมื่อปลายปีที่ผ่านมา Nestle ได้มีการตัดสินใจนำผลิตภัณฑ์ Nescafeพร้อมดื่มมาทำการจัดจำหน่ายและทำการตลาดเองเอง


เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกาแฟ และเป็นแบรนด์ที่ทำการผลิตเองย้อมจะเข้าใจและรับรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีทีงานที่มีความสามารถในการบริหาร และมีเครือข่ายร้านค้าต่างๆที่ต้อนรับผลิตภัณฑ์ Nescafe พร้อมดื่มมาเป็นเวลานาน ทำให้ทางบริษัทมีความมั่นใจว่าการที่ดึงผลิตภัณฑ์มาทำการตลาดเองนั้น จะสามารถขยายยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้แบรนด์ Nescafe ยังมีจุดแข็งทางด้านรสชาติที่ถูกพัฒนาโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ อีกทั้งแบรนด์ ก็เป็นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักมาเป็นเวลานาน และเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกทั้งในด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรู้แบบใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ในกลุ่มกาแฟสำเร็จรูปแบบ 3 in 1 ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ Nescafe Cappuccino ไปเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด และในกลุ่มกาแฟผง ได้พัฒนา Nescafe Protect ซึ่งพึ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานมานี้ ด้านแผนธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด ปี 2550 บริษัทฯ เตรียมผลักดันยอดขายและสร้างการเติบโตผ่านช่องทางการจำหน่ายหลัก ๆ ของ Nestle ซึ่งมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว รวมถึงการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้นและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ Nestle ยังได้เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อกระตุ้นการบริโภคกาแฟพร้อมดื่ม เพื่อขยายฐานไปยังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น โดยได้เตรียมการด้านการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อสร้างการรับรู้และรุกตลาดกาแฟพร้อมดื่มอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีทางด้านคู่แข่งอย่างม๊อคโคน่า และซูเปอร์คอฟฟี่ Nescafe ก็ได้มีการเตรียมแผนกลยุทธ์เพื่อป้องส่วนตลาดของตนเอง โดย Nestle เปิดเผยว่าเนสกาแฟเป็นกาแฟยี่ห้อเดียวที่ถือครองตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% ของตลาดรวมมูลค่า 8 พันล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนแบบผงสำเร็จรูป 44% และแบบทรีอินวัน 56% ทว่าด้วยสภาพตลาดกาแฟผงสำเร็จรูปที่มีอัตราการเติบโตลดลง ทั้งจากการกินตลาดของกาแฟ Segment 3 in 1 กาแฟพร้อมดื่มแบบกระป๋อง ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือร้านกาแฟสด กาแฟคั่วบด ที่เปิดให้บริการเต็มทั่วทุกพื้นที่ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เนสกาแฟ ปรับการทำตลาดมาเป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยใช้แคมเปญการสื่อสารการตลาดเชื่อมต่อสินค้า แบรนด์กาแฟทรีอินวัน ด้วยภาพยนตร์และกลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง อุดช่องว่างต่างจังหวัด พร้อมโหมโฆษณากาแฟผงสำเร็จรูปผ่านสื่อทีวีอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับสูตรกาแฟทั้ง 3 รสชาติ และ ใช้งบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวแคมเปญ “เนสกาแฟ เรดคัพ” ภายใต้แนวคิดการสื่อสาร “1 ถ้วยรสชาติกาแฟเต็มๆ 1 รสชาติเข้ม เริ่มเช้าวันใหม่อย่างมั่นใจ” โดยจับกลุ่มเป้าหมาย วัยเริ่มทำงาน อายุ24 ปีขึ้นไป โดยจะส่งผลให้ตลาดกาแฟโดยรวมเติบมากขึ้น



Nescafe's Advertising Strategy

Print Ads





TVC





Budweiser's History

เบียร์บัดไวเซอร์ เจ้าของสโลแกนว่า “คิง ออฟ เบียร์” เริ่มก่อตั้งเมื่อปี1860โดย Anheuser Busch และมีที่ตั้งอยู่ที่ St.Louis มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% เป็นการครองลำดับที่ 1 ของเบียร์สหรัฐ โดย บริษัท แอนฮิวเซอร์ จำกัด ส่งผลให้เบียร์อันดับ 1 ของอเมริกันชนรายนี้มีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 9% ในปีค.ศ.1994 จากนั้นเกมการแข่งขันของเบียร์โลกสู้กันอย่างดุเดือด พลัดกันขึ้นลงในการเป็นผู้นำทางการตลาดอย่างระทึก


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตำแหน่งทางการตลาดของบัดไวเซอร์ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวีถีการแข่ง แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือชื่อของแอนฮิวเซอร์-บุช ถือเป็นบริษัทใหญ่ของอเมริกา มีธุรกิจมากมายในเครือ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสวนสนุกและสวนน้ำ ธุรกิจผลิตและรีไซเคิลกระป๋องอะลูมิเนียม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนส่ง และธุรกิจเบียร์ของแอนฮิวเซอร์-บุช


ปัจจุบันยักษ์ใหญ่เบียร์จากแดนอินทรี ดันบัดไวเซอร์ให้ติดปากคอของผู้ดื่มในตลาดใหญ่ขนาดราว 150 คนของแดนมังกร โดยจะบุกเบิกส่งเสริมการขายไปในเมืองใหม่ๆ 100 เมือง ปัจจุบันแอนฮิวเซอร์ทำตลาดในจีนอยู่ใน 100 เมืองแล้ว โดยแต่ละเมืองมีผู้บริโภคอย่างน้อย 1 ล้านคน


บัดไวเซอร์ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนตลาดระดับอำเภอของจีนเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเพิ่มจาก 100 อำเภอในปัจจุบันเป็น 200 อำเภอภายใน 5 ปีข้างหน้า หวังรุกเจาะตลาดน้ำเมาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน
ปัจจุบันอันแอนฮิวเซอร์-บุช ได้สยายปีกธุรกิจในแผ่นดินใหญ่ โดยเป็นเจ้าของฮาร์บิน บริวเวอรี่ กรุ๊ป และอู่ฮั่น บริววิ่ง โค รวมทั้งมีหุ้นส่วนอยู่ในซิงเต่า บริวเวอรี่ ยักษ์ใหญ่เบียร์อันดับหนึ่งของจีน ขณะนี้ ได้ตั้งเป้าเสนอเบียร์ฮาร์บิน แก่ตลาดใหม่ๆ 33 แห่ง ในปี 2007 นี้


สำหรับโรงผลิตเบียร์แห่งใหม่ของแอนฮิวเซอร์มูลค่า 63 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่กำลังก่อสร้างอยู่อยู่ในมณฑลกว่างตงหรือกวางตุ้ง มีกำหนดแล้วเสร็จในปลายปี 2008 โดยจะมีความสามารถการผลิต 2.6 ล้านเฮกโตลิตร (เฮกโต = 100 ) บัดไวเซอร์ครองส่วนแบ่งในตลาดจีนแค่เพียง 2% เท่านั้น แต่คิดเป็น 40% ในบรรดาสินค้าแบรนด์เบียร์ชั้นดี


ในประเทศไทย บริษัท ทิสเวิลด์ไวด์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเบียร์บัดไไวเซอร์ โดยมีสินค้าประเภทเดียวคือลาเกอร์ เบียร์ มีช่องทางขายสำคัญเป็น On Primise หากนับรวมเบียร์นำเข้าประเภทนี้เมื่อรวมยอดขายแล้ว มีส่วนแบ่งทางการตลาดในไทยไม่ถึง 2% จากมูลค่าเบียร์ตลาดรวมประมาณ 80,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในปัจจุบันได้กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของโลก


www.brandage.com